ลูกไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่ต้องสอบเข้า ม.1 พ่อแม่ทำอะไรได้บ้าง?

ลูกไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่ต้องสอบเข้า ม.1 พ่อแม่ทำอะไรได้บ้าง?

ปัญหาที่พ่อแม่หลายคนเจอ

ลูกไม่ยอมอ่านหนังสือเลย
บอกให้ทำการบ้านก็บ่น ให้อ่านหนังสือก็หนี
เปิดหนังสือได้ 5 นาทีก็หลับ
สนใจแต่เกม ไม่สนใจเรียน

ถ้าคุณกำลังเจอปัญหาเหล่านี้ คุณไม่ได้อยู่คนเดียว นี่คือปัญหาที่พ่อแม่จำนวนมากเผชิญ โดยเฉพาะเมื่อลูกต้องเตรียมสอบเข้า ม.1

ความจริงที่ต้องยอมรับคือ การบังคับไม่ได้ผล ยิ่งบังคับ ลูกยิ่งต่อต้าน ยิ่งเกลียดการเรียน

แล้วพ่อแม่ทำอะไรได้บ้าง? บทความนี้มีคำตอบ

ก่อนแก้ปัญหา: เข้าใจสาเหตุก่อน

ลูกไม่ชอบอ่านหนังสือ อาจมีหลายสาเหตุ การรู้สาเหตุจะช่วยให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด

สาเหตุที่พบบ่อย

1. เนื้อหายากเกินไป
ถ้าพื้นฐานไม่แน่น พออ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็รู้สึกท้อและไม่อยากอ่านต่อ

2. ไม่เห็นประโยชน์
เด็กหลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเรียน สิ่งที่เรียนจะเอาไปใช้ทำอะไร

3. วิธีเรียนไม่ตรงกับสไตล์
เด็กบางคนเรียนรู้จากการอ่านได้ดี บางคนต้องดู บางคนต้องลงมือทำ ถ้าวิธีเรียนไม่ตรง ก็ไม่สนุก

4. มีสิ่งดึงดูดอื่นที่น่าสนใจกว่า
เกม โซเชียลมีเดีย YouTube สนุกและให้ความพอใจทันที ขณะที่การอ่านหนังสือต้องใช้ความพยายามมากกว่า

5. เคยมีประสบการณ์ไม่ดี
เคยถูกดุเรื่องการเรียน เคยสอบได้คะแนนไม่ดี หรือเคยถูกเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เกิดความรู้สึกลบกับการเรียน

6. มีปัญหาการเรียนรู้
บางกรณีอาจมีปัญหาเช่น สมาธิสั้น หรือปัญหาการอ่าน (Dyslexia) ที่ต้องได้รับการดูแลเฉพาะทาง

10 วิธีที่พ่อแม่ทำได้ (โดยไม่ต้องบังคับ)

วิธีที่ 1: หาจุดเริ่มต้นที่ง่ายพอ

ถ้าลูกรู้สึกว่าเนื้อหายากเกินไป จะท้อตั้งแต่แรก

สิ่งที่ทำได้:

  • ทดสอบดูว่าลูกมีพื้นฐานถึงระดับไหน
  • เริ่มจากเนื้อหาที่ลูกพอทำได้ แล้วค่อยๆ เพิ่มความยาก
  • ให้ลูกได้รู้สึก ทำได้ บ้าง เพื่อสร้างความมั่นใจ

ตัวอย่าง: ถ้าลูก ป.6 แต่เศษส่วนยังไม่แม่น ให้กลับไปทบทวนเศษส่วนระดับ ป.4-5 ก่อน แทนที่จะฝืนทำโจทย์ยากๆ

วิธีที่ 2: เปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้

ไม่ใช่เด็กทุกคนที่เรียนรู้จากการอ่านได้ดี

สิ่งที่ทำได้:

  • เด็กที่ชอบดู: ใช้วิดีโอสอน, แอนิเมชัน, สารคดี
  • เด็กที่ชอบฟัง: ใช้ podcast, หนังสือเสียง, ให้พ่อแม่อ่านให้ฟัง
  • เด็กที่ชอบลงมือทำ: ใช้เกมการศึกษา, ทดลองวิทยาศาสตร์, โจทย์แบบ interactive

ตัวอย่าง: แทนที่จะให้อ่านเรื่องระบบสุริยะจากหนังสือ ลองให้ดูสารคดีอวกาศ หรือเล่นแอปจำลองระบบสุริยะ

วิธีที่ 3: แบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ

การบอกว่า ไปอ่านหนังสือ ฟังดูเป็นภารกิจใหญ่และน่าเบื่อ

สิ่งที่ทำได้:

  • แบ่งการเรียนเป็นช่วงสั้นๆ 15-20 นาที
  • ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ชัดเจน เช่น ทำโจทย์ 5 ข้อ แทน อ่านหนังสือ
  • พักระหว่างช่วง 5-10 นาที

ตัวอย่าง: ใช้เทคนิค Pomodoro — เรียน 20 นาที พัก 5 นาที ทำซ้ำ 3 รอบ แล้วพักยาว

วิธีที่ 4: เชื่อมโยงกับสิ่งที่ลูกสนใจ

เด็กจะสนใจเรียนมากขึ้น ถ้าเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตัวเองชอบ

สิ่งที่ทำได้:

  • หาตัวอย่างหรือโจทย์ที่เกี่ยวกับสิ่งที่ลูกสนใจ
  • อธิบายว่าความรู้นี้ใช้ในชีวิตจริงอย่างไร
  • ชี้ให้เห็นว่าอาชีพที่ลูกอยากทำต้องใช้ความรู้อะไร

ตัวอย่าง:

  • ลูกชอบเกม → อธิบายว่าคนสร้างเกมต้องใช้คณิตศาสตร์และฟิสิกส์
  • ลูกชอบฟุตบอล → ใช้สถิติของนักเตะในการสอนเรื่องร้อยละและค่าเฉลี่ย
  • ลูกชอบทำอาหาร → ใช้สูตรอาหารในการสอนเรื่องอัตราส่วน

วิธีที่ 5: ให้ลูกมีส่วนร่วมในการวางแผน

เด็กจะรู้สึกเป็นเจ้าของมากขึ้น ถ้าได้มีส่วนร่วมตัดสินใจ

สิ่งที่ทำได้:

  • ถามลูกว่าอยากเรียนเวลาไหน ตอนเช้าหรือตอนเย็น
  • ให้ลูกเลือกว่าจะเรียนวิชาไหนก่อน
  • ตั้งเป้าหมายร่วมกัน แทนที่จะสั่งฝ่ายเดียว
  • ให้ลูกเลือกรางวัลที่จะได้เมื่อทำตามเป้าหมาย

ตัวอย่าง: ลูกอยากทำคณิตก่อนหรือวิทย์ก่อน? ถ้าทำโจทย์ครบ 20 ข้อสัปดาห์นี้ อยากได้รางวัลอะไร?

วิธีที่ 6: ใช้เกมและการแข่งขัน

เด็กหลายคนไม่ชอบเรียน แต่ชอบเล่นเกมและแข่งขัน

สิ่งที่ทำได้:

  • ใช้แอปการศึกษาที่มีระบบคะแนนและรางวัล
  • แข่งกับตัวเองว่าวันนี้ทำได้ดีกว่าเมื่อวานไหม
  • แข่งกับพี่น้องหรือเพื่อน (แบบสนุกสนาน ไม่กดดัน)
  • ทำ Quiz แบบมีจับเวลา

ตัวอย่าง: มาแข่งกันว่าใครตอบถูกมากกว่ากัน ถ้าลูกชนะ พ่อ/แม่เลี้ยงไอศกรีม

วิธีที่ 7: สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียน

สิ่งแวดล้อมมีผลต่อสมาธิและความรู้สึกอยากเรียน

สิ่งที่ทำได้:

  • จัดโต๊ะเรียนให้เป็นระเบียบ มีแสงสว่างเพียงพอ
  • เก็บมือถือและสิ่งรบกวนให้พ้นสายตาในช่วงเรียน
  • มีของว่างและน้ำไว้ใกล้มือ
  • เปิดเพลงเบาๆ ถ้าลูกชอบ (บางคนเรียนได้ดีขึ้นกับเสียงเพลง)

ตัวอย่าง: ตกลงกันว่า เวลา 17:00-18:00 เป็นเวลาเรียน มือถืออยู่ที่ห้องนั่งเล่น

วิธีที่ 8: เป็นตัวอย่างที่ดี

เด็กเรียนรู้จากการเห็นมากกว่าการฟัง

สิ่งที่ทำได้:

  • ให้ลูกเห็นพ่อแม่อ่านหนังสือบ้าง
  • เล่าให้ลูกฟังว่าพ่อแม่กำลังเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
  • แสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ในโรงเรียน

ตัวอย่าง: วันนี้พ่อ/แม่อ่านบทความเรื่อง... น่าสนใจมาก เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะ

วิธีที่ 9: ชื่นชมความพยายาม ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์

ถ้าลูกรู้สึกว่าพ่อแม่สนใจแค่คะแนน จะรู้สึกกดดันและไม่อยากเรียน

สิ่งที่ทำได้:

  • ชมเมื่อลูกพยายาม แม้ผลจะยังไม่ดี
  • ไม่เปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น
  • โฟกัสที่ความก้าวหน้าของลูกเอง
  • ถามว่า วันนี้เรียนรู้อะไรใหม่บ้าง? แทน ได้คะแนนเท่าไหร่?

ตัวอย่าง: เห็นลูกนั่งทำโจทย์ตั้งครึ่งชั่วโมง พ่อ/แม่ภูมิใจในความตั้งใจของลูกนะ

วิธีที่ 10: รู้จักปล่อยวาง (บ้าง)

บางครั้งการปล่อยให้ลูกรับผิดชอบผลที่ตามมา อาจสอนได้มากกว่าการบังคับ

สิ่งที่ทำได้:

  • ตั้งกฎและผลที่ตามมาให้ชัดเจน แล้วปล่อยให้ลูกเลือกเอง
  • ถ้าลูกไม่เตรียมสอบแล้วทำได้ไม่ดี ให้เป็นบทเรียน (ไม่ต้องตอกย้ำ)
  • ไม่ต้องควบคุมทุกอย่าง ให้พื้นที่ลูกในการตัดสินใจบ้าง

ตัวอย่าง: ลูกเลือกได้เลยว่าจะทำโจทย์วันนี้หรือไม่ทำ แต่ถ้าไม่ทำครบตามที่ตกลง วันอาทิตย์ก็จะไม่ได้ไปเที่ยวนะ

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • อย่าบังคับ — ยิ่งบังคับ ยิ่งต่อต้าน
  • อย่าเปรียบเทียบ — ทำไมลูกคนอื่นเรียนได้ ทำให้ลูกรู้สึกแย่
  • อย่าดุด่า — สร้างความรู้สึกลบต่อการเรียน
  • อย่าทำแทน — ลูกต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง
  • อย่าคาดหวังเปลี่ยนแปลงข้ามคืน — ต้องใช้เวลา

เมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือ?

บางกรณีอาจต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ:

  • ลูกมีปัญหาสมาธิอย่างชัดเจน ไม่สามารถจดจ่อได้เลย
  • ลูกอ่านหนังสือช้ามาก หรืออ่านแล้วสับสน
  • ลูกมีอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้าเกี่ยวกับการเรียน
  • ลองหลายวิธีแล้วไม่ได้ผลเลย

ในกรณีเหล่านี้ ควรปรึกษาครู นักจิตวิทยาเด็ก หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้

สรุป

ลูกไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ได้หมายความว่าลูกไม่ฉลาดหรือจะประสบความสำเร็จไม่ได้

สิ่งที่พ่อแม่ทำได้คือ:

  • เข้าใจสาเหตุที่แท้จริง
  • ปรับวิธีการให้เหมาะกับลูก
  • สร้างแรงจูงใจจากภายใน ไม่ใช่บังคับจากภายนอก
  • อดทนและให้เวลา
  • รักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้เป็นสำคัญ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่กับลูกสำคัญกว่าคะแนนสอบ


Ewerclass ออกแบบระบบการเรียนรู้ที่เข้าใจว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ด้วยโจทย์ที่ท้าทายแต่ไม่ยากเกินไป ระบบรางวัลที่สร้างแรงจูงใจ และการเรียนแบบ Interactive ที่ทำให้การเตรียมสอบไม่น่าเบื่ออีกต่อไป