พ่อแม่ที่ลูกสอบติดโรงเรียนดัง เขาทำอะไรต่างจากคนอื่น?

พ่อแม่ที่ลูกสอบติดโรงเรียนดัง เขาทำอะไรต่างจากคนอื่น?

ความจริงที่หลายคนไม่รู้

เมื่อลูกสอบติดโรงเรียนดัง คนมักพูดว่า ลูกเก่ง หรือ โชคดี

แต่ถ้าได้คุยกับครอบครัวเหล่านั้นจริงๆ จะพบว่าเบื้องหลังความสำเร็จ มี พ่อแม่ ที่ทำหน้าที่อย่างถูกวิธีอยู่เสมอ

ไม่ใช่พ่อแม่ที่กดดันหรือบังคับ แต่เป็นพ่อแม่ที่รู้จัก สนับสนุน อย่างเหมาะสม

บทความนี้รวบรวมสิ่งที่พ่อแม่เหล่านี้ทำต่างจากคนอื่น จากการสังเกตและพูดคุยกับหลายครอบครัว

ข้อที่ 1: เริ่มต้นเร็ว แต่ไม่เร่งรัด

สิ่งที่พ่อแม่เหล่านี้ทำ

พ่อแม่ที่ลูกสอบติดมักเริ่มวางแผนตั้งแต่ลูก ป.4 หรือ ป.5 ไม่ใช่รอจน ป.6 แล้วค่อยเร่งติว

แต่การเริ่มเร็วของพวกเขาไม่ใช่การยัดเยียดความรู้ แต่เป็นการ ปูพื้นฐานอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ตัวอย่างที่เห็นบ่อย:
- ป.4: ให้ลูกทำโจทย์เสริมวันละ 15-20 นาที เน้นความสนุก
- ป.5: เพิ่มความเข้มข้นขึ้น เติมพื้นฐานให้แน่น เริ่มหาจุดอ่อน
- ป.6: เติมพื้นฐานให้แน่น ฝึกข้อสอบอย่างหนัก และเติมเต็มจุดอ่อนให้ได้

สิ่งที่พ่อแม่ทั่วไปมักทำ

รอจนใกล้สอบแล้วค่อยตื่นตัว จากนั้นก็เร่งติวหนักมาก ทำให้ลูกเครียดและไม่มีเวลาเติมพื้นฐาน

บทเรียน

การเตรียมตัวที่ดีเหมือนการปลูกต้นไม้ ต้องใช้เวลาค่อยๆ เติบโต ไม่ใช่รดน้ำทีเดียวแล้วหวังให้โตข้ามคืน

ข้อที่ 2: รู้จักลูกดีพอ

สิ่งที่พ่อแม่เหล่านี้ทำ

พ่อแม่ที่ลูกสอบติดมักรู้จักลูกอย่างลึกซึ้ง รู้ว่าลูกถนัดอะไร ไม่ถนัดอะไร เรียนรู้แบบไหนได้ดี และมีแรงจูงใจจากอะไร

คำถามที่พวกเขาตอบได้:
- ลูกเรียนรู้ได้ดีตอนเช้าหรือตอนเย็น?
- ลูกชอบเรียนคนเดียวหรือเรียนเป็นกลุ่ม?
- วิชาไหนที่ลูกต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด?
- อะไรทำให้ลูกมีแรงจูงใจ?
- ลูกรับมือกับความกดดันได้แค่ไหน?

สิ่งที่พ่อแม่ทั่วไปมักทำ

ส่งลูกไปเรียนพิเศษตามที่คนอื่นบอกว่าดี โดยไม่ได้ดูว่าเหมาะกับลูกหรือไม่ หรือกดดันลูกโดยไม่รู้ว่าลูกรับไหวแค่ไหน

บทเรียน

ไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับเด็กทุกคน การรู้จักลูกช่วยให้เลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด

ข้อที่ 3: สร้างระบบ ไม่พึ่งแค่แรงจูงใจ

สิ่งที่พ่อแม่เหล่านี้ทำ

พวกเขาไม่รอให้ลูก อยากเรียน แต่สร้าง ระบบและกิจวัตร ที่ทำให้การเรียนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างระบบที่ใช้:
- เวลาเรียนที่แน่นอน เช่น 17:00-18:30 ทุกวัน
- สถานที่เรียนที่เป็นสัดส่วน ไม่มีสิ่งรบกวน
- ลำดับการทำงาน เช่น การบ้านก่อน แล้วค่อยทำโจทย์เสริม
- ระบบรางวัลและผลที่ตามมาที่ชัดเจน

สิ่งที่พ่อแม่ทั่วไปมักทำ

รอให้ลูกมีอารมณ์อยากเรียนก่อนค่อยให้เรียน ซึ่งทำให้การเรียนไม่สม่ำเสมอ

บทเรียน

แรงจูงใจมาๆ ไปๆ แต่ระบบที่ดีทำให้เกิดความสม่ำเสมอ และความสม่ำเสมอคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

ข้อที่ 4: โฟกัสจุดอ่อน ไม่ใช่แค่จุดแข็ง

สิ่งที่พ่อแม่เหล่านี้ทำ

แทนที่จะให้ลูกทำในสิ่งที่ถนัดอย่างเดียว (เพราะสนุกกว่า) พวกเขาช่วยลูก ระบุและพัฒนาจุดอ่อน อย่างเป็นระบบ

วิธีที่พวกเขาใช้:
- วิเคราะห์ผลสอบหรือการบ้านว่าผิดตรงไหนบ่อย
- จัดสรรเวลาให้วิชาที่อ่อนมากกว่าวิชาที่เก่ง
- หาความช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับเรื่องที่ลูกติดขัด
- ติดตามความก้าวหน้าในจุดอ่อนอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่พ่อแม่ทั่วไปมักทำ

ปล่อยให้ลูกทำแต่สิ่งที่ถนัด เพราะไม่อยากให้ลูกเครียด ผลคือจุดอ่อนไม่ได้รับการแก้ไข

บทเรียน

การสอบแข่งขันวัดทุกวิชา การเก่งวิชาเดียวแต่อ่อนวิชาอื่นทำให้คะแนนรวมไม่ถึงเกณฑ์

ข้อที่ 5: สนับสนุน แต่ไม่ทำแทน

สิ่งที่พ่อแม่เหล่านี้ทำ

พวกเขาอยู่เคียงข้างลูก แต่ไม่ได้ทำทุกอย่างให้ลูก พวกเขาสอนให้ลูก รับผิดชอบการเรียนของตัวเอง

ตัวอย่างการสนับสนุนที่เหมาะสม:
- จัดหาทรัพยากรที่จำเป็น (หนังสือ, คอร์สเรียน, สถานที่)
- ช่วยวางแผน แต่ให้ลูกเป็นคนทำตามแผน
- ตอบคำถามเมื่อลูกถาม แต่ไม่นั่งเฝ้าตลอด
- ให้กำลังใจเมื่อท้อ แต่ไม่ใช้ความสงสารเป็นข้ออ้างให้ไม่ต้องทำ

สิ่งที่พ่อแม่ทั่วไปมักทำ

นั่งเฝ้าลูกทำการบ้านทุกข้อ ช่วยคิดช่วยตอบ จนลูกไม่ได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง หรืออีกขั้วคือปล่อยปละละเลยไม่สนใจเลย

บทเรียน

เป้าหมายคือให้ลูกเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่ทำข้อสอบได้ ทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวเองจะติดตัวลูกไปตลอดชีวิต

ข้อที่ 6: รักษาสมดุล ไม่ทุ่มจนหมดตัว

สิ่งที่พ่อแม่เหล่านี้ทำ

แม้จะให้ความสำคัญกับการสอบ แต่พวกเขาไม่ได้ตัดทุกอย่างออกเพื่อการเรียนอย่างเดียว

สมดุลที่พวกเขารักษา:
- ยังให้ลูกเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมที่ชอบ
- มีเวลาครอบครัว ทานข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน
- ให้ลูกนอนหลับเพียงพอ ไม่ยอมให้นอนดึกทำการบ้าน
- มีวันพักผ่อนบ้าง ไม่เรียน 7 วันต่อสัปดาห์

สิ่งที่พ่อแม่ทั่วไปมักทำ

ตัดทุกกิจกรรมออกหมด เหลือแต่เรียนกับนอน ทำให้ลูกหมดไฟและเกลียดการเรียน

บทเรียน

เด็กที่มีความสุขและได้พักผ่อนเพียงพอจะเรียนรู้ได้ดีกว่าเด็กที่เครียดและอ่อนล้า

ข้อที่ 7: มองไกลกว่าแค่การสอบ

สิ่งที่พ่อแม่เหล่านี้ทำ

พวกเขาไม่ได้มองว่าการสอบติดคือทุกอย่าง แต่มองว่าเป็น ส่วนหนึ่งของเส้นทาง ชีวิตลูก

มุมมองที่พวกเขามี:
- การสอบเป็นโอกาสเรียนรู้ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร
- ทักษะที่ได้จากการเตรียมสอบ (วินัย, ความพยายาม) สำคัญกว่าผลสอบ
- ถ้าสอบไม่ติดก็ยังมีทางอื่น ชีวิตไม่ได้จบ
- ความสัมพันธ์ในครอบครัวสำคัญกว่าคะแนน

สิ่งที่พ่อแม่ทั่วไปมักทำ

กดดันว่าต้องสอบติดให้ได้ ทำให้ลูกรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองขึ้นอยู่กับผลสอบ

บทเรียน

เมื่อพ่อแม่ผ่อนคลาย ลูกก็ผ่อนคลาย และมักทำได้ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ข้อที่ 8: เป็นแบบอย่างที่ดี

สิ่งที่พ่อแม่เหล่านี้ทำ

พวกเขาไม่ได้แค่บอกให้ลูกขยัน แต่ แสดงให้เห็น ว่าตัวเองก็ขยันและใฝ่เรียนรู้

ตัวอย่างที่เห็น:
- พ่อแม่อ่านหนังสือเองบ้าง ไม่ใช่แค่เล่นมือถือ
- เล่าให้ลูกฟังว่ากำลังเรียนรู้อะไรใหม่ในที่ทำงาน
- แสดงให้เห็นว่าเมื่อเจอปัญหาก็ไม่ยอมแพ้
- รักษาวินัยในชีวิตของตัวเอง

สิ่งที่พ่อแม่ทั่วไปมักทำ

บอกให้ลูกอ่านหนังสือ แต่ตัวเองนั่งดูทีวีหรือเล่นมือถือ

บทเรียน

เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เห็นมากกว่าสิ่งที่ได้ยิน การเป็นแบบอย่างมีพลังมากกว่าคำสั่งสอน

สรุป: 8 สิ่งที่พ่อแม่ของเด็กสอบติดทำต่างจากคนอื่น

ข้อ สิ่งที่ทำ ผลลัพธ์
1 เริ่มเร็ว แต่ไม่เร่งรัด พื้นฐานแน่น ไม่เครียด
2 รู้จักลูกดี เลือกวิธีที่เหมาะสม
3 สร้างระบบและกิจวัตร เรียนสม่ำเสมอ
4 โฟกัสจุดอ่อน คะแนนรวมดี
5 สนับสนุน ไม่ทำแทน ลูกรับผิดชอบตัวเอง
6 รักษาสมดุล ไม่หมดไฟ มีความสุข
7 มองไกลกว่าการสอบ ลดความกดดัน
8 เป็นแบบอย่างที่ดี ลูกเห็นและทำตาม

สิ่งที่คุณเริ่มทำได้วันนี้

คุณไม่จำเป็นต้องทำทั้ง 8 ข้อพร้อมกัน เลือกสัก 1-2 ข้อที่ยังไม่ได้ทำ แล้วเริ่มลงมือวันนี้

ถ้าเพิ่งเริ่มต้น: เริ่มจากข้อ 2 (รู้จักลูก) และข้อ 3 (สร้างระบบ)

ถ้าลูกใกล้สอบแล้ว: โฟกัสข้อ 4 (จุดอ่อน) และข้อ 6 (สมดุล)

ถ้ารู้สึกว่ากดดันลูกมากไป: อ่านข้อ 7 (มองไกล) ใหม่อีกครั้ง

ความสำเร็จของลูกไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจากการสนับสนุนที่ถูกวิธี และคุณก็ทำได้


Ewerclass ช่วยให้พ่อแม่สนับสนุนลูกได้ง่ายขึ้น ด้วยระบบที่ออกแบบมาให้ลูกเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง มีแนวข้อสอบโรงเรียนดังให้ทำ พร้อมโจทย์เสริมพื้นฐานที่ใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา