คุณพ่อคุณแม่เคยเจอปัญหานี้ไหมครับ? ลงทุนซื้อคอร์สเรียนออนไลน์แบบวิดีโออัดแห้งความยาวหลายสิบชั่วโมงให้ลูก ลูกก็นั่งดูอย่างตั้งใจ (หรือดูเหมือนตั้งใจ) แต่พอผ่านไปไม่กี่วัน หรือถึงเวลาต้องทำข้อสอบจริง ลูกกลับบอกว่า จำไม่ได้แล้ว หรือ คุ้นๆ แต่ทำไม่ถูก
อย่าเพิ่งโทษว่าลูกความจำไม่ดี หรือไม่ตั้งใจเรียนนะครับ เพราะในทางวิทยาศาสตร์การเรียนรู้แล้ว วิธีการเรียน แบบนี้ อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ลูกลืมเร็วครับ!
วันนี้เราจะมาเปิดเผยความจริงที่สถาบันกวดวิชาแบบดั้งเดิมอาจไม่อยากบอกคุณ เกี่ยวกับ พีระมิดการเรียนรู้ (Learning Pyramid) และวิธีที่จะช่วยให้ลูกจำได้แม่นขึ้นครับ
ทำความรู้จัก พีระมิดการเรียนรู้: ทำไมการนั่งฟังถึงได้ผลน้อยที่สุด?
มีทฤษฎีการเรียนรู้ที่โด่งดังอันหนึ่งที่แบ่งระดับประสิทธิภาพของการเรียนรู้รูปแบบต่างๆ ไว้เป็นรูปพีระมิดครับ ซึ่งผลลัพธ์อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ตกใจ:
- การนั่งฟังบรรยาย (Lecture): อยู่บนยอดพีระมิด แต่มีอัตราการจดจำเนื้อหาได้เฉลี่ยเพียง 5% - 10% เท่านั้น!
- การอ่านเอง (Reading): จำได้ประมาณ 10% - 20%
- การดูวิดีโอ/สื่อภาพเสียง (Audiovisual): จำได้ประมาณ 20% - 30%
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
เพราะวิธีการเหล่านี้เรียกว่า Passive Learning (การเรียนรู้เชิงรับ) ครับ สมองของลูกทำหน้าที่เป็นเพียง ผู้รับสาร เหมือนเราเปิดน้ำใส่แก้ว ถ้าเปิดแรงเกินไปหรือนานเกินไป น้ำก็ล้นออก สมองไม่ได้ถูกกระตุ้นให้คิดวิเคราะห์ หรือสร้างการเชื่อมโยงข้อมูล ความรู้จึงผ่านเข้ามาและผ่านออกไปอย่างรวดเร็ว
แล้ววิธีไหนที่ได้ผลจริงตามหลักวิทยาศาสตร์?
คำตอบคือต้องเปลี่ยนมาใช้ Active Learning (การเรียนรู้เชิงรุก) ครับ ซึ่งอยู่ฐานล่างของพีระมิด ยิ่งทำมาก ยิ่งจำได้นาน:
การลงมือทำ/ฝึกฝน (Practice by Doing): มีอัตราการจดจำสูงถึง 75%
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด! แทนที่จะดูคลิปเฉลย 10 ข้อ ให้ลูกลองทำเองก่อน 5 ข้อ แม้จะทำผิด แต่กระบวนการที่สมองต้อง เค้น หาคำตอบ คือช่วงเวลาที่ความจำระยะยาวถูกสร้างขึ้นการสอนผู้อื่น (Teach Others): มีอัตราการจดจำสูงที่สุดถึง 90%
ถ้าอยากรู้ว่าลูกเข้าใจเรื่องไหนจริงๆ หรือเปล่า ลองให้เขา สอน เรื่องนั้นให้คุณพ่อคุณแม่ฟังดูครับ การที่เขาต้องเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นคำพูด จะทำให้เขาเข้าใจเนื้อหานั้นอย่างถ่องแท้
เปลี่ยนวิธีเรียนของลูกวันนี้ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า
การดูวิดีโอติวไม่ใช่เรื่องผิดครับ มันดีสำหรับการทำความเข้าใจเนื้อหาใหม่ในครั้งแรก แต่ถ้าเป้าหมายคือการ สอบติด การดูวิดีโอควรเป็นเพียง 20% ของเวลาทั้งหมด ส่วนอีก 80% ต้องเทไปที่การ ลงมือทำ ครับ
สิ่งที่พ่อแม่ทำได้ทันที:
- ลดเวลาดู เพิ่มเวลาทำ: ถ้ารู้สึกว่าลูกดูคลิปนานเกินไป ให้เบรก แล้วให้หาแบบฝึกหัดเรื่องนั้นมาทำทันที
- ถามแทนการบอก: แทนที่จะบอกคำตอบ หรือเปิดคลิปเฉลยให้ดูทันทีที่ลูกทำไม่ได้ ให้ลองตั้งคำถามชวนคิด เพื่อให้ลูกพยายามหาคำตอบด้วยตัวเองก่อน
ที่ Ewerclass เราเข้าใจหลักการนี้ดีครับ ระบบของเราจึงไม่ได้เน้นการมีวิดีโอสอนยาวเหยียด แต่เน้นที่ ระบบเควส และการ ทำข้อสอบ เพื่อบังคับให้เด็กๆ ได้ Practice by Doing ตลอดเวลา ซึ่งเป็นวิธีที่เหนื่อยกว่าการนั่งดูเฉยๆ แน่นอน แต่มันคือวิธีที่คุ้มค่าที่สุดที่จะทำให้ความรู้นั้นอยู่ติดตัวลูกไปจนถึงวันสอบจริงครับ
Ewerclass ออกแบบระบบเควสมาให้สนุกและท้าทาย ลองใช้ฟรีได้ที่ แอปพลิเคชันของ Ewerclass